“พลังศักยภาพ” พลังแฝงเร้นที่มีอยู่ในร่างกายของคนเรา

“การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ….
การค้นพบว่าเรายังมีพลังแฝงเร้นที่ยังไม่ได้นำมาใช้เพื่อความสำเร็จอีกมากมาย”

ในโลกนี้ยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นเรื่องน่าสนใจ น่าสงสัย น่าศึกษาค้นคว้า ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน มีบางสิ่งบางอย่างเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ “พลังศักยภาพ” พลังแฝงเร้นที่มีอยู่ในร่างกายของคนเรา พลังศักยภาพคืออะไร? และมีอยู่ในร่างกายของเราได้อย่างไร? เราจะสัมผัสและสามารถดึงพลังนี้มาใช้ได้อย่างไร? บทความต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการดึง “พลังศักยภาพ” ที่มีอยู่ในตัวเองออกมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อนำความสำเร็จมาสู่ชีวิต

ร่างกายกับจิต

ชีวิตคนเรานั้น นักปรัชญาและนักการศาสนากลุ่มหนึ่งสรุปว่า ชีวิตเกิดจากส่วนประกอบที่สำคัญคือ ร่างกายกับจิต
ร่างกาย ประกอบด้วยส่วนผสมของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
จิต เป็นตัวบงการชีวิตหรือร่างกายของคนเราให้เป็นไปเช่นนั้น เช่นนี้
ถ้าชีวิตไม่มี “จิต” คอยกำกับหรือบงการ ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะสลาย ชีวิตก็
ดับสูญ ดังนั้น ร่างกายกับจิต จึงมีความผูกพันกัน “ร่างกาย” อยู่ได้เพราะมี “จิต” คอยกำกับ
“จิต” คงสภาพอยู่ได้เพราะมี “ร่างกาย” เป็นถิ่นที่อยู่ เปรียบเสมือนบ้าน ในทาง
พระพุทธศาสนา ถือว่า จิต มโน วิญญาณ เป็นสิ่งเดียวกัน

จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก
จิตสำนึก (Consciousness Mind)
ในทางพระพุทธศาสนา เรียก “วิถีจิต” หรือ “วิถีวิญญาณ” ตามความหมายแล้วคือจิตที่ไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะกวัดแกว่ง ดิ้นรนออกไปรับอารมณ์ที่มากระทบตามทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และก็จะหวั่นไหวไปตามอารมณ์ ที่มากระทบนั้นๆ “จิตสำนึก” มักขาดความมั่นคง ไม่สามารถรักษาไว้ในทางที่ดีๆ ได้นาน มักจะดิ้นรนไปในทางที่เสื่อม ทางที่ไม่ดีเสมอ จะหักห้ามจิตไม่ให้ตกไปในทางที่ไม่ดีก็ยากด้วย จะบีบบังคับจิตที่ตกไปในทางที่ไม่ดี ให้ถอยออกมาก็ยาก (เหมือนคนที่ติดสิ่งเสพติด ติดแล้วจะให้เลิกย่อมทำได้ยาก) เพราะ
1. จิตมักตกอยู่ในอารมณ์กามเสมอ
2. จิตเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก
3. จิตอยู่ในสภาวะที่ละเอียดอ่อน
4. จิตเกิดดับเร็ว (ความคิดของคนเรามักเปลี่ยนไปเสมอ)
จากลักษณะดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า จิตของคนเรานั้นมักพลัดตกไปอยู่ห้วงหุบเหวแห่งความไม่ดีเสมอ เพราะการกวัดแกว่ง ดิ้นรนไปรับอารมณ์ของจิตสำนึก แม้บางครั้งความคิดดีๆจะผุดขึ้นมา แต่แล้วความไม่ดีก็จะเกิดขึ้น แล้วหลอกหลอนให้เราเดินตามไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน เราก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ประสบแต่ความทุกข์ยากอย่างใหญ่หลวง

จิตใต้สำนึก (Sub Consciousness Mind)

ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ภวังคจิต” หรือ “ภวังควิญญาณ” เป็นจิตที่มีพลังมากมายมหาศาล เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ 100 % “จิตใต้สำนึก” มีพลังมากถึง 93 % แต่
“จิตใต้สำนึก” ไม่มีอำนาจบังคับอะไรได้ แต่ยังถูกจิตสำนึกควบคุมอีกด้วย
“จิตใต้สำนึก” จะรับรู้สิ่งต่างๆ โดยการบันทึกเหตุการณ์นั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยผ่านทาง “จิตสำนึก” ถ้า “จิตสำนึก” คิดและกระทำในสิ่งที่ดีๆ “จิตใต้สำนึก” ก็จะบันทึกเหตุการณ์ การกระทำในสิ่งที่ดีๆ ในขณะเดียวกัน ถ้า “จิตสำนึก” คิดและกระทำในสิ่งที่ไม่ดี “จิตใต้สำนึก” ก็จะบันทึกเหตุการณ์ การกระทำในสิ่งที่ไม่ดีเช่นกัน

ลักษณะของ “จิตใตสำนึก” เหมือนเด็กอายุประมาณ 7 ขวบ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดมีค่ามากกว่าสิ่งใด เช่น ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเพชรมีค่ามากกว่าทองคำ ทองคำมีค่ามากกว่าก้อนหิน เป็นต้น แต่สิ่งมีค่าในความหมายที่ “จิตใต้สำนึก” คิด คือ สิ่งที่มีคุณค่านั้นต้องเป็นสิ่งของที่ใหญ่ๆ เสมอ เช่นถ้าเอากล่องของขวัญ 2 กล่อง ให้เด็ก 7 ขวบ เลือก เด็ก 7 ขวบ (จิตใตสำนึกเหมือนเด็กอายุประมาณ 7 ขวบ) ย่อมเลือกกล่องใหญ่เสมอโดยไม่คิดว่าของที่อยู่ในกล่องนั้นเป็นอะไร? ครั้งหน้า เราจะมาศึกษากันต่อว่า “จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก” มีความสัมพันธ์กันอย่างไร? รับรองทุกท่านได้ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับครั้งนี้ สวัสดีครับ !!!

สนใจเข้าอบรมพลังศักยภาพดูรายละเอียดที่นี่

บทความโดย: อ.กร การันตี
http://www.richtraining.com

—————————————————————————-

บทความต่างๆ ในเวบไซต์นี้ เป็นลิขสิทธิ์ของทางเวบไซต์ หากท่านใดต้องการนำไปเผยแพร่
กรุณาทำลิ้งค์กลับมายังเวบไซค์ http://www.richtraining.com ด้วยครับ

Related Posts

Comments are closed.